วัดสุวรรณคีรีปิฎก
เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนภูเขา มีวิวทิวทัศน์ที่วสยงามมาก ๆ มีค้างคาวจำนวนมาก

ค้างคาว เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวที่บินได้เจริงๆ ไม่ใช่โผหรือร่อนอย่างบ่างหรือกระรอกบิน
ค้างคาวบินได้เพราะ มันมีกระดูกนิ้วที่ยาวมาก ทึงด้วยหนังบางๆ กล้ามเนื้อไหล่ของมันก็แข็งแรพอที่จะควบคุมการกระพือปีกได้
ค้างคาวมีทุกมุมโลก ลูกค้างคาวมักจะเกาดูดนมอยู่ที่หน้าอกแม่ที่แม่บินไปหากินตอนกลางคืนด้วย
ค้างดาว มี2พวก คือ
1. ค้างคาวกินลูกไม้มีเล็บที่ปลยนิ้วชี้ และไม่มีแผ่นหนังขึงอยู่ที่หาง
ในเมืองไทยมี14ชนิด อาทิเช่น
-ค้างคาวแม้ไก่ มีขนาดใหญ่ หน่าตาคล้ายหมาจิ้งจอก มีขนที่ดอยาว ตอนกลางวันมันเอาเท้าเกาะกิ่งไม้ห้อยหัวนอนตามกิ่งไม่รัมกันเป็นหมูใหญ่
-ค้างคาวป่ากย่น หรือค้างความหนู อยู่รัวกันในถ้ำเป็นจำนวนนับล้านตัว
ขี้ค้างความมีเกลือในเตรต(KON3) มากใช้ทำปุ๋ยหรือเคี่ยวทำดินประสิว
ในสมัยโบรณใช้ทำดินปืนต่อสู่กับข้าศึก
2. ค้างคาวกินสัตว์ จะจับแมลงตัวเล็กๆลูกนก กบกิ้งก่าและปลากินเป็นอาหาร
พวกนี้สว่นมากจะตัวเล็กกว่าพวกกินผลไม้ บางชนิดมีห่างยื่นออกมาใช้เป็นเบรค
ช่วยชนความเร็วในการบินเมือมันต้องการจะหยุด มันสามารถใช้แผ่นหางจับห่อแมลงเอาไว้
แล้วกบหัวลงไปกัดแมลงให้ตายแล้วจึงกิน ถ้าเป็นแมลงตัวใหญ่มันจะใช้ปีกตีแมลงให้บาดเจ็บก่อด
พอแมลงร่วงลงมันก็ใช้แผ่นหางรองรบ แผ่นหางจะห่อลูกอ่อนไปด้วย แต่บางทนิดมันจะให้ลูกคอยอยู่ในถ้ำ
พวกนี้ในประเทย69ชนิด อทิเช่น
-ค้างคาวเพดาน อศัยอยู่ ตามเพดานบ้าน พอจวนพลบมันก็จะออกมาบินในอากาศก่อนชนิดอื่น
มันเที่ยวบินโฉบแมลงเรื่ยไป มีมากในกรุงเทพมหานคร
-ค้างคาวหน้ายักษ์ เช่นค้างคาวสามศร ค้างคาวหน้าหมู
ค้างคาวผีหรือแวมพายร์ ที่ชอบดูดเลือดคน มีเฉพาะในทวีปอเมริกาไต้ ที่เจริงมันดูดกินเลือดลัตว์ขนาดใหณ่เกือบทุกชนิด
อัตรายที่หน้ากลัวจากมันคือโร๕กลัวน้ำมากกว่าการเสียเลือด เมืองไทยไม่มีค้างคาวชนิดนี้
มีแต่แวมพายร์แปลง ซึ่งกินแต่แมลง ไม่ดูดเลือด ชอบอยู่ในถ้ำ

ค้างคาว
BAT
AGLAIA PIRIFERA HANCE
ค้างคาวใช้ระบบเรดารในการดำเนินทาง โดยส่งคลื่นเสียงออกไป แล้วรับคลื่นเสี่ยงที่สท้อนกลับมาหลังจากกระทนวัตถุหรือสิ่งกิดขวางที่อยู่ข้างหน้า
ตอนที่มันหยุดอยู่กับที่มันจะส่ง คลื่นเสียงความถี่ประมาณ10รอบต่อวินาที
แต่เวลามันบินออกไปมันจะเพิมความถี่จนถึงระดับซุบเปอร์ โซนิคซึ่งหูดนเรารับฟังไม่ได้ยิน
ค้างคาวสว่นใหญ่ส่งเสียงออกมาทางปาก แสดงว่ากล่ามเนื้อกล่องเสียงของมันต้องแข็งแรงมากทีเดียว
ส่วนการรับเสียงที่สท้อนกลับมามันใช้หู ซึ่งไวมากและมีกล้ามเนื้อปิดรูหูตอนส่งเสียง
และเปิดตอนรับเสียง ในหูมีอวัยวะเล็กๆอยู่ใกล้รุหู ซึ่งคิดว่าใช้ช่วยในการหาทิศทางจากเสียงที่สท้อนกลับมา
ค้างคาวต่างชนิดก็มีลักษณะใบต่างกันไป ค้างคาวพวกกินสัตว์นอกจากมีอวัยวะรับเสียงดังกล่าวแล้ว
ยังมีประสาทสัมผัสที่ส่วนอื่นๆของผิวกายของมันก็ช่วยในการรับเสียงสท้ดนด้วย
ระบบนำทางแบบนี้มีประสิทธิภาพสูงเสียงด้วย ตาของมันซึ่งเป็นเพียงจุดเล็กๆเท่าเข็มหมุด
จึงไม่จำเป็นต้องใช้การมาก ไปกว่าการบอกว่าสว่างหรือมืดเท่านั้น
ค้างคาววงศ์ไหม่ที่เล็กที่สุดในโลก คือ ค้างคาวบุญส่ง หรืออิปโปซิเดอรอสเลขะกุล
ทองลงยา แอนด์ฮิล1974 พบโดย น.พ.บุญส่ง เลขะกุล และค้างคาวกิตติ
หรืด คราซีโรนิคเทอริสทองลงยา แอนด์ 1974พบโดยคุณกิตติทองลงยา