วิหารวัดมงคลบพิตร


วิหารพระมงคลบพิตร
วิหารพระมงคลบพิตร ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่มากซึ่งสะท้อนให้เห็นพลังความเชื่อ
ทางศาสนาที่ไม่อาจจะแยกออกได้ จากอุดมคติในทางสังคมและการเมือง
ทั้งยังเป็นประจักษ์พยานถึงความรู้ ในเรื่องเกี่ยวกับศาสตร์แห่งโลหะและ
ความสามารถในการหล่อโลหะโดย เฉพาะสำริดซึ่งเป็นโลหะที่สำคัญ
ที่สุดชนิดหนึ่งในสมัยอยุธยาด้วย พระพุทธรูปสำริดของวัดมงคลบพิตรนี้ไม
่มีประวัติการสร้างว่าสร้างเมื่อใดและ ใครสร้างแต่ทราบว่าต้นรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม ได้มีการชะลอเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปจากตำแหน่งเดิมซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก
ของพระวิหารในปัจจุบันประมาณ 200 เมตร ก่ออาคารรูปทรงมณฑปคลุมเอาไว้ เพราะต้องการพื้นที่เดิมนั้นเพื่อใช้สร้างพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพ
ยอดมณฑปของพระมงคลบพิตรถูกฟ้าผ่าในสมัยพระเจ้าเสือ
จนพังทลายลงมาโดนพระเศียรของพระพุทธรูปหักตกลงมา จึงได้มีการบูรณะและ
เปลี่ยนอาคารจากทรงมณฑปมาเป็นพระวิหารใหม่อีกครั้ง

ในสมัยพระเจ้าบรมโกศ หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง พ.ศ. 2310
พระวิหารได้ถูกทิ้งร้างและพังทลายตามกาลเวลา พระเมาลีและพระกรได้หัก
จึงได้มีการซ่อมในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2499
สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีการสร้างวิหารพระมงคลบพิตรขึ้นมาใหม่
อย่างที่ปรากฎในปัจจุบัน อนึ่งในปี พ.ศ. 2498 นั้น รัฐบาลไทยได้เชิญ ฯ พณฯ อูนุ
นายกรัฐมนตรีพม่า มาเยือนประเทศไทย และได้มาเยือนอยุธยาเป็นกรณีพิเศษ
ท่านได้กล่าวขอขมา ต่อการที่กองทัพพม่าที่ได้กระทำต่อกรุงศรีอยุธยา
นอกจากนี้ได้ยังมอบเงินจำนวนสองแสนบาท เพื่อสมทบทุนสร้างหลังคาวิหารพระมงคลบพิตร
ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันและยัง ได้อัญเชิญหน่อพระศรีมหาโพธิ์มาปลูกไว้ ณ วัดพระศรีมหาธาตุ
บางเขน กรุงเทพฯ